วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561

ของเล่นหน้าร้อน


ให้การอาบน้ำของลูกน้อยไม่น่าเบื่ออีกต่อไปด้วยของเล่นในห้องน้ำ


                การอาบน้ำเป็นกิจวัตรประจำวันที่เด็ก ๆ จะต้องทำในทุกวันตั้งแต่เกิดมา แต่การอาบน้ำก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสำหรับเด็กทุกคน เพราะจะมีบางวันหรือบางมื้อที่เด็ก ๆ รู้สึกว่าไม่อยากอาบน้ำและมีอาการงอแงขึ้นมา ซึ่งอาการเหล่านี้ก็ถือเป็นอาการปกติของเด็ก และมีวิธีแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยของเล่นในห้องน้ำ
https://goo.gl/pppqHQ

                ของเล่นในห้องน้ำ เป็นของเล่นเด็กเล็กที่ใช้สำหรับการอาบน้ำเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกสนุกไปกับการอาบน้ำด้วยการนำของเล่นในห้องน้ำมาใส่ในไว้กะละมังอาบน้ำหรืออ่างอาบน้ำเพื่อช่วยเรียกความสนใจจากเด็ก ๆ ในการอาบน้ำ ยกตัวอย่างเช่น ตุ๊กตาลอยน้ำ ที่ออกแบบมาเป็นรูปต่าง ๆ อย่างเช่น เป็ดลอยน้ำ เมื่อนำมาใส่ในกะละมังอาบน้ำแล้วเหมือนเด็ก ๆ ได้มีเพื่อนอาบน้ำเป็นเป็ดอีกหลายตัว สามารถลอยอยู่ในน้ำโดยที่ไม่จมและเมื่อนำขึ้นมาบีบจะมีเสียงปี๊บ ๆ ดังขึ้นด้วย
https://goo.gl/pppqHQ

                ของเด็กเล่นตอนอาบน้ำแนะนำเป็นของ Kids Toys ออกแบบมาเป็นกังหันปลาลอยน้ำและเหล่าเพื่อนปลา ใช้สำหรับเล่นเวลาอาบน้ำ เมื่อเด็ก ๆ เติมน้ำลงไปที่ปลากังหันจะหมุนได้ทันที เป็นของเล่นที่สนุกและช่วยเรียกความสนใจจากเด็ก ๆ ได้ดี ในระหว่างที่เด็กกำลังเล่นของเล่นเด็กอ่อนอย่างเพลิดเพลินคุณแม่ก็สามารถฟอกสบู่ได้ ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้อาบน้ำและชอบอาบน้ำ เมื่อรู้ว่าจะได้อาบน้ำก็จะดีใจไม่งอแง เพราะจะได้เล่นของเล่นด้วย
https://goo.gl/pppqHQ

                ของเล่นในห้องน้ำที่ผลิตออกมาในสมัยนี้มีความทันสมัยมากขึ้น ออกแบบมาเป็นรูปสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ อย่างสวยงาม และไม่เพียงแค่มีการออกแบบมาให้เหมือนเท่านั้น แต่ยังเพิ่มสีสันให้ดูสมจริงและมีการเพิ่มดีเทลมาให้มีเสียงดังขึ้นเมื่อบีบหรือเติมน้ำใส่แล้วจะหมุนออกได้เหมือนกังหัน ส่วนประโยชน์ที่ได้จาการเล่นของเล่นชนิดนี้ก็คือ ช่วยฝึกกล้ามเนื้อมือจากการหยิบจับและฝึกความจำของเด็ก ๆ ได้ดี ทำให้จำได้ว่าของเล่นในแต่ละชนิดเรียกว่าอะไรและมีหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อได้ไปเห็นที่อื่นก็จะจำได้
https://goo.gl/pppqHQ

                จะเห็นได้ว่าตัวช่วยในการเลี้ยงลูกของคุณแม่ในสมัยนี้มีมากขึ้น ตั้งแต่ขถเข็น เปล ที่นอน รวมไปถึงของเล่นเด็กต่าง ๆ ที่ช่วยเบาแรงของคุณพ่อคุณแม่ลงได้มาก หากท่านใดที่สนใจเกมและของเล่นหรือสินค้าเด็กสามารถเข้าไปเลือกชมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์https://goo.gl/pppqHQ

วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สนุกและเสริมทักษะไปกับหนัง...เพื่อเสริมสร้างจินตนาการและพัฒนาการ

Sofia The first The Curse of Princess lvy โซเฟียที่หนึ่งกับคำสาปของเจ้าหญิงไอวี่
การผจญภัยของโซเฟียที่หนึ่ง! เริ่มต้นขึ้นหลังจากแอมเบอร์แอบขโมยเครื่องรางอวาเลอร์ที่มีมนต์วิเศษไปและเผลอปลดปล่อยคำสาปและปลุกปีศาจเจ้าหญิงไอวี่ออกมา ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายกับอาณาจักร แย่งขิงราชบัลลังก์ และด้วยความช่วยเหลือของราพันเซล พวกเธอจะเอาชนะไอวี่ ทำลายคำสาปและปกป้องอาณาจักรเอ็นแชนเซียได้หรือไม่ 
MVD



FoosBall มหัศจรรย์ ทีมเตะทะลุมิติFOOSBALL_COVER.jpg  
เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งไม่มีใครเก่งโต๊ะเกมฟุตบอลเท่า “อมาเดโอ” อีกแล้ว จอมเกเร “แฟลช” ที่แพ้เกม จึงกลับมาแก้แค้นในฐานะนักฟุตบอลซุปตาร์ รื้อถอนหมู่บ้านเพื่อสร้างสนามฟุตบอล และแย่ง “ลาร่า” ที่อมาเดโอหลงรักเมื่อน้ำตาของอมาเดโอหยดลงไปบนตัว “สคิป” ตุ๊กตากัปตันทีมของโต๊ะเกมก็กลับมีชีวิตขึ้นมา เพื่อช่วยเขากอบกู้หมู่บ้านและทวงคนรักคืน 
ยูไนเต็ด โฮมเอนเตอร์เทนเมนท์
Cinderalla ซินเดอเรลล่าCinderella-2015.png 

 สาวน้อย “เอลล่า” ที่ต้องอยู่ในฐานะสาวใช้เพราะความเกลียดชัง ขี้อิจฉาของแม่เลี้ยงและลูกสาวอีก 2 คน เธอจึงมีฉายาใหม่ว่า “ซินเดอเรลล่า” และจากคำสั่งเสียสุดท้ายของแม่ “จงกล้าหาญและมีเมตตา” เธอจึงไม่ยอมแพ้ให้กับความสิ้นหวังหรือคำดูถูก แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเธอได้พบกับเจ้าชายแปลกหน้ารูปงามในป่า หญิงขอทานผู้ใจดี ฟักทอง กับเพื่อนหนู 2-3 ตัว ที่จะเปลี่ยนชีวิตของซินเดอเรลล่าไปตลอดกาล

MVD





Shaun the Sheep Movie แกะซ่าฮายกก๊วน มูฟวี่shaun_chase_quad_uk-release-date.jpg 
“ชอน” เจ้าแกะจอมป่วนตัดสินใจหยุดงานและหาเรื่องสนุกๆ ทำ แต่กลับเกิดเหตุผิดพลาดทำให้เจ้าของฟาร์มหายไป ชอนและเพื่อนๆจึงออกเดินทางมาเมืองใหญ่เพื่อตามหาเจ้าของฟาร์ม พวกเขาจะตามหาชาวนาท่ามกลางเมืองใหญ่ที่แปลกตาและไม่คุ้นเคยได้หรือไม่ ก่อนที่ฟาร์มของพวกเขาจะโดนยึดไปจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี
ยูไนเต็ด โฮมเอนเตอร์เทนเมนท์

การที่เด็กช่างถาม มีส่วนช่วยในการสร้างสมองได้อย่างไร (ต่อ)

โดย ดร. นัฐพร โอภาสานนท์(ดร. แนน)Ph.D. (Medicine) in Mental health University of Aberdeen

  ครั้งที่แล้วดิฉันได้เกริ่นนำถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการตั้งคำถามของเด็กกับการทำงานของสมอง ในฉบับนี้ดิฉันจะอธิบายความสำคัญนี้ให้มากขึ้นนะคะ โดยก่อนอื่นดิฉันขอเล่าเรื่องพัฒนาการของสมองก่อน โดยพัฒนาการสามารถแบ่งคร่าวๆได้เป็นสองช่วงได้แก่ พัฒนาการก่อนและหลังที่เด็กทารกจะคลอดออกมา เรื่องพัฒนาการก่อนคลอดก็อย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทราบกันดีแหละค่ะว่าเกี่ยวข้องกับ กรรมพันธุ์ซึ่งเราได้ติดตัวกันมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะ เช่นสีตา สีผมหรือความสูง รวมไปถึงความผิดปกติหลายๆอย่างด้วย เช่น โรคดาว์นซินโดรม ขณะที่ภาวะโภชนาการ การเสพหรือได้รับสารพิษ รวมไปถึงภาวะอารมณ์ขณะตั้งครรภ์ของคุณแม่ก็มีผลต่อการพัฒนาหรือทำลายการพัฒนาดังกล่าว

      เมื่อทารกคลอดออกมาแล้วสมองก็ยังคงสร้างเซลล์ประสาทต่ออีกประมาณ 5 ปี (และจะมีการสร้างเซลล์ประสาทอย่างมากอีกทีในช่วงที่เด็กเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น) โดยมีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนานี้อย่างมากค่ะ โดยเห็นได้จากการที่เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าเมื่อจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมให้พวกเขาได้รับการกระตุ้นพัฒนาการในด้านต่างๆเช่น กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ พัฒนาการทางการเข้าสังคมและพัฒนาการเกี่ยวกับระบบคิดอย่างเหมาะสม เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าเหล่านั้นก็สามารถมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ (อาจไม่เทียบเท่าเด็กที่มีพัฒนาการปกติ) และจากที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้วเมื่อสมองได้รับข้อมูลหรือการกระตุ้นจากระบบรับสัมผัสทั้งหลาย สมองก็จะทำการประมวลผล การทำงานหรือประมวลผลนี่แหละค่ะ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมโยงของระบบประสาทจากส่วนหนึ่งไปอีกส่วนหนึ่ง เมื่อการเชื่อมโยงนี้มีมากขึ้นและมีความแข็งแรง (ความแข็งแรงของการเชื่อมโยงภายในระบบประสาทเป็นผลจากการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดซ้ำๆหรือการเรียนรู้ค่ะ) ทำให้เราสามารถดึงข้อมูลที่เก็บไว้ออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วและสามารถรับมือกับงานยากๆได้

      ทีนี้กลับมามองที่กรณีของเรากันค่ะ ก่อนที่เด็กจะตั้งคำถามได้ความสนใจของเขาต้องพุ่งตรงไปที่ของสิ่งนั้นโดยทำการตัดความสนใจจากสิ่งของอื่นๆรอบตัว จากนั้นระบบรับสัมผัสของเขาก็ถูกกระตุ้น จากนั้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น สมองส่วนการมองเห็นหรือการได้ยินก็จะรับช่วงต่อในการประมวลผลโดยได้รับความร่วมมือกับสมองส่วนอื่นๆเช่น สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ การวางแผน การเคลื่อนไหวหรืออารมณ์เข้ามาตีความสิ่งเร้าที่ได้รับนั้น และเนื่องจากประสบการณ์ในชีวิตของพวกเขายังมีไม่มากการตีความนี้ก็อาจนำไปสู่ความสับสนงุนงงให้กับเจ้าตัวว่า ของตรงหน้านี่มันคืออะไรกันแน่ สมองจึงส่งข้อมูลออกไปว่า จงถามบุคคลใกล้ตัวเพื่อหาคำตอบเถิด เมื่อได้รับคำตอบแล้ว สมองเอาสิ่งที่ได้ยินไปเก็บจำว่า อ้อของสิ่งนี้เรียกว่าแบบนี้นะ แต่เอ๊ะแล้วเพราะอะไรมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะ นี่ก็จะเป็นคำถามต่อมาและจะกลับไปกลับมาแบบนี้จนกว่าเจ้าตัวจะพอใจหรือหมดความสนใจจากของตรงหน้า เห็นขั้นตอนแบบนี้คุณพ่อคุณแม่ลองช่วยดิฉันคิดสิคะว่าเด็กๆได้ใช้ทักษะอะไรบ้างเพื่อให้ได้กระบวนการที่ว่ามาทั้งหมด รอฟังเฉลยฉบับหน้านะคะ


อ้างอิง Carlson, N. R. (2010). Physiology of behavior. Boston: Allyn & Bacon.




การที่เด็กช่างถาม มีส่วนช่วยในการสร้างสมองได้อย่างไร

การที่เด็กช่างถาม มีส่วนช่วยในการสร้างสมองได้อย่างไร

โดย ดร. นัฐพร โอภาสานนท์(ดร. แนน)
Ph.D. (Medicine) in Mental health University of Aberdeen

      ฉบับที่แล้วเราได้คุยกันถึงความสำคัญของการเป็นเจ้าหนูจำไม ขี้สงสัยและช่างซักถาม ความขี้สงสัยทำให้โลกใบนี้มีการปรับเปลี่ยน ทำให้โลกใบนี้มีการพัฒนา ถ้านึกย้อนไปตั้งแต่เราเป็นเด็กของใช้ต่างๆก็มีการพัฒนา ปรับปรุงให้ใช้งานได้ง่ายหรือมีประโยชน์มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ความเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะศาสตร์ทางการแพทย์ก็มีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดทั้งปวงก็เริ่มมาจากจุดเล็กๆที่เรียกว่าความสงสัยนั่นเองค่ะ

      ถ้าความขี้สงสัยมีผลต่อโลกแล้วกับตัวเด็กๆล่ะมันมีผลอย่างไร? ขอยกตัวอย่างแบบนี้นะคะถ้าเปรียบเทียบร่างกายเป็นคอมพิวเตอร์ ระบบประสาทรับสัมผัส ตา หู จมูก ปาก ลิ้นและผิวหนังก็คือคีย์บอร์ดหรือเมาส์ที่ทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลไปยังสมองซึ่งทำหน้าที่เสมือนหน่วยประมวลผลกลาง (ซีพียู) ของคอมพิวเตอร์ เมื่อสมองคิดคำนวณเรื่องต่างๆเสร็จก็จะใช้อวัยวะ เช่น แขน ขาหรือปากเป็นตัวแสดงผลเหมือนหน้าจอหรือเครื่องพิมพ์เอกสารของเรา ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าเด็กก็รับข้อมูลอะไรบางอย่างผ่านระบบรับสัมผัสของเขาแล้วส่งข้อมูลนี้ไปให้สมองตีความ ซึ่งการที่ยังขาดประสบการณ์อยู่สมองก็ตีความสิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ว่าคืออะไร ทำงานอย่างไรหรือทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ในที่สุดสมองก็สั่งให้ปากแสดงผลออกมาเป็นคำถามแบบนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องรับมืออยู่ทุกวันนั่นแหละค่ะ

       ถ้าคิดแบบนี้แสดงว่าการที่เด็กๆถามก็แสดงว่าพวกเขามีการ “คิด” ใช่ไหมคะ? ยิ่งถามมากก็ดูจะคิดมากด้วยสิ ตรงนี้แหละที่สมองของเราทำงานต่างจากคอมพิวเตอร์เพราะคอมพิวเตอร์คือยิ่งใช้งานมันมากๆมันก็ยิ่งเสื่อมสภาพ แต่สมองของเรายิ่งใช้มาก ใช้บ่อยและใช้หลากหลายมันยิ่งเฉียบคมขึ้น ประเด็นนี้เห็นจากงานวิจัยจำนวนมากที่ค้นพบว่าการที่เราใช้สมองบ่อยๆจะชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ค่ะ เกริ่นนำมาแค่นี้คุณพ่อคุณแม่คงพอจะเห็นภาพกว้างๆว่าการเป็นเด็กขี้สงสัยส่งผลอย่างไรต่อสมอง ในฉบับหน้าเรามาคุยกันว่าสมองพัฒนาอย่างไรจากคำถามเหล่านี้นะคะ
อ้างอิง Carlson, N. R. (2010). Physiology of behavior. Boston: Allyn & Bacon.

เจ้าหนูจำไม

โดย ดร.นัฐพร โอภาสานนท์ (ดร.แนน)

Ph.D. (Medicine) in Mental health University of Aberdeen

Profile_คุณแนน.jpg

เจ้าหนูจำไม

คุณแม่คะทำไมนกบินได้? 
คุณพ่อครับนี่คือตัวอะไร? 

ดิฉันเชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่ หลายท่านคงเคย มีประสบการณ์  หรือ  กำลังได้รับประสบการณ์ การรับมือกับเจ้าหนู “จำไม” เหล่านี้  และ คงสงสัย ว่าเพราะอะไร หนอเด็กน้อย ที่พูดอ้อแอ้ สบตาหัวเราะ ยิ้มตาม ถึงเริ่มมี คำถาม  ปรัชญา  ต่างๆมาให้เรา  ได้รับมือไม่เว้น แต่ละวัน  ตอบคำถามนี้ได้ คำถามใหม่ ก็ผุดขึ้นมาอีก  อย่างไม่มีวันจบ   หลายท่านเริ่มท้อ  “ฉันไม่ได้เรียนสูง ไม่รู้คำตอบพวกนี้หรอก”   “ตอบไปก็เท่านั้น  เดี๋ยวลูกก็ถาม คำถามเดิมอีก”  หรือแม้กระทั่ง    “  ฉันไม่มีเวลา     ทั้งวันมาตอบคำถาม  อะไรพวก นี้หรอกนะ”   ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย  ผู้ต้องพยายามกระตุ้น นักศึกษาทั้งหลาย  ให้ตั้งคำถาม กับ ความรู้ที่ได้รับ  ดิฉันก็อดคิด  ไม่ได้ว่า ถ้าในห้อง มีเจ้าหนูจำไม บ้างสภาพการเรียน คง น่าสนุกไม่น้อย

ทำไม  ความสามารถ ในการตั้งคำถาม จึงเป็นเรื่อง สำคัญ?  เพราะ การตั้งคำถาม ในเด็ก  เป็นวิธีหนึ่ง ในการ เข้าใจโลก  ของพวกเขา นอกจากนี้ พัฒนาการทางภาษา  ก็ได้รับการกระตุ้น พร้อมๆกันไป จริงอยู่ว่า พัฒนาการ ของสมองซึ่งมีผลโดยตรงต่อความฉลาด ในด้านต่างๆนั้น  จะเกิดขึ้นเองเมื่อ ผ่านไปแต่ละ ช่วงวัย การได้รับการกระตุ้น  จากสิ่งแวดล้อม   พร้อมทั้งมี ภาวะโภชนาการ ที่เหมาะสม  ก็ทำให้สมองพัฒนา ได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น  มากไปกว่านั้น  คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวสิคะ เคยรู้สึกไหมว่า  ถ้าของใช้รอบตัวเช่น  กาต้มน้ำร้อน  หรือ เครื่องซักผ้ามันทำงานได้ดีกว่า  นี้มันคงจะดีไม่น้อย?  งานวิจัยหรือนวัตกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นก็มักจะ  เริ่มด้วยข้อสงสัยแบบนี้เช่นเดียวกันค่ะ โดยเริ่มจากการเห็นปัญหา ของสิ่งที่มีอยู่เดิมก่อน  แล้วจึงหาทางแก้ปัญหา   ไม่ใช่หาคำตอบของปัญหาที่ ไม่รู้ชัดแน่ว่าคืออะไร  เห็นไหมคะว่า  การเป็นเจ้าหนูจำไมสามารถพัฒนาสังคมที่ เราอยู่หรือ แม้กระทั่งเปลี่ยนโลกใบนี้ ได้เลย


ถ้าสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นพัฒนาการของสมอง เราจะทำอย่างไรล่ะ ที่จะ ช่วยพัฒนาความช่างสงสัยเหล่านี้  ให้เป็นทักษะติดตัว?   คำตอบในเรื่องนี้  คงคล้ายๆกับ   วิธีการเลี้ยงดู ที่ทุกท่านเคยได้ยินมา   นั่นก็คือ การทำตัวให้เห็นเป็นแบบอย่าง   คุณพ่อคุณแม่    ต้องรู้สึกว่าการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเป็นเรื่องสนุก    ปัจจุบันเรามีสื่อมากมายที่จะ  ทำให้เข้าถึงข้อมูลพวกนี้ได้ไม่ยาก  และใช้เวลาไม่นาน   เมื่อคุณพ่อคุณแม่   เริ่มสนุกที่จะเรียนรู้   คำถามต่างๆที่หลั่งไหล  เข้ามาจาก เจ้าหนูจำไม  เหล่านี้ก็เป็นเรื่อง   น่าค้นหาและ  ก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่า  การเรียนเป็นสิ่งสนุก ที่มากไปกว่านั้นเมื่อ   เขาตั้งคำถาม  และ   คนสำคัญในชีวิตของเขารับฟัง    และให้ความสำคัญ   เขาเรียนรู้ว่าในอนาคตเมื่อชีวิตมีปัญหา   เขาสามารถหันหน้าปรึกษาใครได้   นอกจากพัฒนาการ   ทางความคิดที่ดีขึ้น   การได้เป็นบุคคลสำคัญ  ที่ลูกๆรู้สึกอุ่นใจ   ที่จะเข้าหาก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายๆท่านปรารถนาไม่ใช่หรือคะ?

อ้างอิง
Carlson, N. R. (2010). Physiology of behavior. Boston: Allyn & Bacon.
Mitchell, P., & Ziegler, F. (2013). Fundamentals of developmental psychology. Psychology Press.
Carey, T. A., & Mullan, R. J. (2004). What is socratic questioning?. Psychotherapy: Theory, Research, Practice, Training, 41(3), 217.

7 วิธีช่วยลูกลดท้องผูกด้วยใยอาหาร

7 วิธีช่วยลูกลดท้องผูกด้วยใยอาหาร

หากคุณพ่อคุณแม่คิดว่าลูกทานอาหารที่อุดมด้วยใยอาหารยังไม่เพียงพอล่ะก็ อาจเป็นความคิดที่ถูกต้องก็ได้นะคะ ลองมาดู 7 วิธีที่คุณมีส่วนร่วมช่วยให้ลูกทานใยอาหารได้มากขึ้น ดังนี้ค่ะ

1. เตรียมเมนูอาหารที่อุดมด้วยกากใยให้หลากหลายและน้ำดื่มเพื่อให้ลูกได้ลองลิ้มชิมรสชาติค่ะ

2. ในแต่ละวันควรให้ลูกได้ลองทานอาหารที่อุดมด้วยกากใยให้หลากหลายจะดีกว่าให้เขาได้ลองทาน 1-2 เมนูต่อวัน และคุณแม่ควรตั้งจานของว่างที่เป็นผักหรือผลไม้ในจุดที่ลูกมองเห็นเพื่อกระตุ้นความอยากลิ้มลองของเขาค่ะ

3. หมั่นให้ลูกทานผลไม้พร้อมเปลือก เช่น แอปเปิ้ล ลูกแพร์และลูกพรุน

4. ลองให้ลูกได้ลองทานผักหรือมะเขือเทศสดจิ้มซอสรสชาติต่างๆ (เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ)

5. ให้ลูกทานถั่ว เมล็ดทานตะวันที่ไม่คลุกเกลือ

6. ลองผสมซีเรียลเสริมไฟเบอร์กับซีเรียลธรรมดาที่ลูกชอบและผลไม้สดหรือแห้ง เมล็ดงาให้ลูกทาน

7. ให้ลูกทานอาหารหรือข้าวธัญพืช

อ้างอิง:
Intermountainhealthcare.org. Preventing Pediatric Constipation. [Online]. December 9, 2013 [Cited 2017 July, 07]. Available from: https://intermountainhealthcare.org/blogs/2013/12/baby-your-baby-preventing-pediatric-constipation/

5 อาการฟ้อง…ลูกรักท้องผูก

5 อาการฟ้อง…ลูกรักท้องผูก

อาการทั้ง 5 ด้านล่างนี้เป็นอาการทั่วไปที่ฟ้องว่าลูกน้อยท้องผูกค่ะ ทั้งนี้ เด็กแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกันไป ซึ่งอาการเหล่านี้ได้แก่

1. ไม่ถ่ายหลายวัน ถ่ายลำบาก อึแข็ง
2. ท้องป่อง ปวดหรือเจ็บช่องท้อง
3. ความอยากอาหารลดลง
4. กัดฟัน ไขว้ขา ขมิบก้นเข้าหากันและมีอาการหน้าแดงเมื่อลูกพยายามอั้นถ่ายเพราะไม่อยากเจ็บก้น
5. อึเล็ดออกมาเล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นอึเปียกหรือนุ่ม

อย่างไรก็ตาม อาการท้องผูกอาจบอกถึงสัญญาณหรืออาการเจ็บป่วยก็ได้ คุณแม่สามารถปรึกษาหมอประจำตัวลูกได้หากต้องการการวินิจฉัยจากแพทย์นะคะ

อ้างอิง:
Stanford Children’s Health. Constipation in Children [Online]. No Date [Cited 2017 July, 07]. Available from: http://www.stanfordchildrens.org/en/topic/default?id=constipation-in-children-90-P01986


3 วิธีบรรเทาอาการลูกน้อยท้องผูก

3 วิธีบรรเทาอาการลูกน้อยท้องผูก

1. ให้ลูกทานอาหารอุดมด้วยกากใยและดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ หมายความว่าคุณแม่ควรให้ลูกทานผักและผลไม้ ซีเรียลและขนมปังธัญพืช ถั่วต่างๆ โดยให้ลูกเลือกเองว่าเขาอยากจะทานอะไร อาหารที่มีจุลินทรีย์ เช่น โยเกิร์ต ก็ดีต่อระบบย่อยอาหาร เมื่อให้ลูกทานอาหารที่มีกากใยแล้ว ก็อย่าลืมให้ลูกดื่มน้ำด้วยนะคะ ถ้าลูกทานอาหารที่มีกากใยมากแต่ดื่มน้ำไม่เพียงพอก็อาจทำให้ลูกท้องผูกได้เพราะไม่มีน้ำช่วยขับเคลื่อนกากใย ดังนั้นคุณแม่ควรให้ลูกดื่มน้ำและนมเพียงพอตลอดทั้งวัน โดยอาจต้องจำกัดการดื่มน้ำหวานลงในปริมาณที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกด้วยนะคะ
2. ทานยาระบายเพื่อให้ลูกถ่ายง่ายขึ้น ทั้งนี้การใช้ยาดังกล่าวควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ด้วย
3. ฝึกลูกให้ขับถ่ายเป็นเวลา ฝึกให้ลูกเข้าห้องน้ำทุกเช้าและหลังมื้ออาหารหรือของว่างทุกครั้ง สำหรับเด็กเล็กคุณแม่อาจใช้วิธีบอกให้ลูกเข้าห้องน้ำจะได้ผลดีมากกว่าถามว่าลูกอยากเข้าห้องน้ำหรือเปล่า แทนที่จะแนะลูกว่า “อยากเข้าห้องน้ำไหมครับ/คะ” ให้พูดกับลูกว่า “ได้เวลาเข้าห้องน้ำกันแล้ว”
อ้างอิง
Webmd. Treatments for Constipation in Children [Online]. June 13, 2017 [Cited 2017 July, 18]. Available from: http://www.webmd.com/children/guide/constipation-treatment#2

อึบ่อยแค่ไหน…ที่ไม่ท้องผูก

อึบ่อยแค่ไหน…ที่ไม่ท้องผูก

เด็กแต่ละคนมีพฤติกรรมขับถ่ายแตกต่างกันไปค่ะ เด็กบางคนอึหลังทานข้าวเสร็จหรือบางคนอาจ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ อึของลูกควรจะต้องนิ่ม (หากอึของลูกแห้งและแข็ง เขาอาจท้องผูกและคุณแม่อาจต้องช่วยให้ลูกขับถ่ายได้ตามปกติค่ะ)
ทารกแรกเกิดที่กินนมแม่อาจอึหลังดูดเต้าอิ่มทุกครั้ง (ราว 6-10 ครั้งต่อวัน) แต่หลังจากอายุได้ 3-6 สัปดาห์ไปแล้ว ลูกอาจอึไม่บ่อยเท่าเดิมและลดจำนวนการอึต่อวันลงค่ะ
จำนวนครั้งที่ลูกอึน้อยลงถือเป็นเรื่องปกตินะคะ คุณแม่ไม่ต้องกังวลถ้าลูกอึสม่ำเสมอและไม่มีอาการงอแงแต่อย่างใด แต่หากพฤติกรรมขับถ่ายดังกล่าวเปลี่ยนไปกะทันหันหรือคุณแม่สังเกตว่าลูกกระสับกระส่าย อารมณ์ไม่ดีเหมือนเคย ก็ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ
อ้างอิง
Babycenter. Baby poop: A complete guide [Online]. April, 2016 [Cited 2017 July, 18]. Available from: https://www.babycenter.com/0_baby-poop-a-complete-guide_10319333.bc

ลูกท้องผูก จะช่วยยังไงดี

ลูกท้องผูก จะช่วยยังไงดี



คุณแม่หลายคนคงเคยหนักใจกับอาการท้องผูกของลูก ทั้งไม่ถ่ายหลายวัน อุจจาระแข็ง ก็ทำให้สงสารลูกเข้าไปอีก จนลูกบางคนถึงขั้นกับเป็นริดสีดวงก็มี ปัญหาเหล่านี้คงทำให้คุณแม่ปวดหัวไม่น้อย แล้วท้องผูกเกิดจากอะไร หากเป็นแล้วควรทำยังไงดี?
สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ลูกเกิดอาการท้องผูก คือ
1. ลูกกลั้นอุจจาระบ่อยๆ จะทำให้อุจจาระค้างนานและแข็งขึ้น เพราะน้ำในอุจจาระถูกดูดซึมออกไป ทำให้ลูกถ่ายลำบากและเจ็บ เมื่อเจ็บก็ทำให้ไม่อยากถ่าย ปล่อยไว้นานๆคุณแม่หลายคนคงเคยหนักใจกับอาการท้องผูกของลูก ทั้งไม่ถ่ายหลายวัน อุจจาระแข็ง ก็ทำให้สงสารลูกเข้าไปอีก จนลูกบางคนถึงขั้นกับเป็นริดสีดวงก็มี ปัญหาเหล่านี้คงทำให้คุณแม่ปวดหัวไม่น้อย แล้วท้องผูกเกิดจากอะไร หากเป็นแล้วควรทำยังไงดี?

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ลูกเกิดอาการท้องผูก คือ
1. ลูกกลั้นอุจจาระบ่อยๆ จะทำให้อุจจาระค้างนานและแข็งขึ้น เพราะน้ำในอุจจาระถูกดูดซึมออกไป ทำให้ลูกถ่ายลำบากและเจ็บ เมื่อเจ็บก็ทำให้ไม่อยากถ่าย ปล่อยไว้นานๆ ก็ยิ่งถ่ายลำบากขึ้น หากเป็นอยู่แบบนี้อาจส่งผลให้เป็นท้องผูกเรื้อรังได้ค่ะ

2. สาเหตุอื่นๆ เช่น ความผิดปกติของทวารหนักหรือโครงสร้างและการทำงานของลำไส้ใหญ่ โรคต่อมไทรอยด์ และความผิดปกติของฮอร์โมนก็มีส่วนนะคะ

คุณแม่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ แต่ควรดูเรื่องอาหาร เช่น ให้ลูกทานผักและผลไม้ รวมถึงน้ำให้มากๆ ฝึกให้ลูกขับถ่ายเป็นเวลาแต่ไม่ควรเร่งรัดลูกจนเกินไป ให้ค่อยเป็นค่อยไป แค่นี้ก็ช่วยให้อาการค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว แต่หากไม่ดีขึ้นอาจต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาต่อไปนะคะ :) ก็ยิ่งถ่ายลำบากขึ้น หากเป็นอยู่แบบนี้อาจส่งผลให้เป็นท้องผูกเรื้อรังได้ค่ะ
2. สาเหตุอื่นๆ เช่น ความผิดปกติของทวารหนักหรือโครงสร้างและการทำงานของลำไส้ใหญ่ โรคต่อมไทรอยด์ และความผิดปกติของฮอร์โมนก็มีส่วนนะคะ
คุณแม่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ แต่ควรดูเรื่องอาหาร เช่น ให้ลูกทานผักและผลไม้ รวมถึงน้ำให้มากๆ ฝึกให้ลูกขับถ่ายเป็นเวลาแต่ไม่ควรเร่งรัดลูกจนเกินไป ให้ค่อยเป็นค่อยไป แค่นี้ก็ช่วยให้อาการค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว แต่หากไม่ดีขึ้นอาจต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาต่อไปนะคะ :)


รู้ได้อย่างไรว่า เจ้าตัวเล็ก...ท้องผูก

ลูกอึน้อย…ใช่ท้องผูกเหรอ?!?




























เพราะนมแม่มีคุณค่ามากที่สุด จนบางครั้งร่างกายของลูกรักสามารถดูดซึมได้ทั้งหมดทำให้ลูกอาจไม่ถ่ายได้ ลูกคุณแม่อาจถ่ายสัปดาห์ละ 1 ครั้งซึ่งถือว่าปกติสำหรับเด็กที่ทานนมแม่ค่ะ
สำหรับทารกบางคนการทำงานของลำไส้อาจช้ากว่านั้น (ซึ่งถือว่าปกติ) จึงถ่ายไม่บ่อยนัก หากลูกน้อยเจ็บปวดขณะขับถ่ายหรือคุณแม่มีข้อกังวลใจอะไร ก็สามารถปรึกษาแพทย์ได้ค่ะ


อ้างอิง:
webmd. Your Baby's Bowels and Constipation. [Online]. May 17, 2016 [Cited 2017 June, 26]. Available from: http://www.webmd.com/parenting/baby/baby-constipation